วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557

ผู้จัดทำ




ชื่อ  นางสาวภัทรวดี  โสภณ  ชื่อเล่น น้ำฝน

อายุ  18   ปี  เกิดวันที่  25  สิงหาคม  2539

ปัจจุบันกำลังศึกษา

วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี  ปีที่ 2

แผนกวิชา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ


facebook = น้อง'น้ำฝน



 " ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ "




บทความเกี่ยวกับเทคโนโลยี

ดูทีวีติดต่อกันวันละ 2 ชม. คุกคามสุขภาพถึงชีวิต


   
นี่คงเป็นข่าวร้ายสำหรับผู้ที่ชอบนั่งดูทีวีเลยทีเดียว เพราะเว็บไซต์เดลิเมลของประเทศอังกฤษ รายงานผลวิจัยอันน่าตื่นตระหนกว่า หากคุณมีพฤติกรรมนั่งดูทีวีติดต่อกันวันละ 2 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าคุณกำลังเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดซึ่งมีอันตรายถึงชีวิต

ผลการวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสารสาธารณสุขของสมาคมเภสัชกรรมแห่งอเมริกา เป็นผลงานของด็อกเตอร์ แอนเดอส์ กรอนท์เว็ด จากมหาวิทยาลัยแห่งเดนมาร์กตะวันตก และด็อกเตอร์ แฟรงค์ ฮู จากวิทยาลัยสาธารณสุขฮาวาร์ด ซึ่งเป็นการวิเคราะห์จากผลงานวิจัยอื่น ๆ อีก 8 ชิ้น ที่สำรวจจากผู้คน 235,000 คนในอเมริกา โดยชี้ว่า คนที่มีพฤติกรรมนั่งดูทีวีติดต่อกันเฉลี่ย 2 ชั่วโมงต่อวัน มีความเสี่ยงจะเป็นโรคที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้มากกว่าคนทั่วไป นั่นคือ เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานประเภทที่สอง มากกว่าคนทั่วไปถึง 20%, เสี่ยงต่ออาการหัวใจวายเฉียบพลันและโรคหัวใจ 15% และเสี่ยงที่จะเป็นโรคอื่น ๆ ที่อาจร้ายแรงต่อชีวิตมากกว่าคนทั่วไปอีก 13%

จากผลการสำรวจดังกล่าวทำให้คาดการณ์ได้ว่าจากประชากรทุก ๆ 100,000 คน จะพบผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานประเภทที่สอง 178 คน เสี่ยงเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ 38 คน และเสี่ยงต่อการเป็นโรคใด ๆ ก็ตามที่สามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้อีก 104 คน โดยเหตุผลสำคัญของความเสี่ยงดังกล่าวมาจากการขาดการออกกำลังกายและการกินอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดขณะดูทีวี

เมารีน ทัลบ็อธ เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิโรคหัวใจแห่งประเทศอังกฤษ ได้กล่าวถึงผลการวิจัยนี้ว่า เป็นการเพิ่มความหนักแน่นให้กับข้อมูลที่ว่า พฤติกรรมที่ไม่ได้ใช้กำลังส่วนใดเลย เช่นการดูโทรทัศน์นี้ ยิ่งเพิ่มความเสียงการเป็นโรคเบาหวานประเภทที่สอง และโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ และยังได้เสริมว่า ปัจจุบันนี้มีคนจำนวนมาก ใช้เวลาช่วงค่ำหลังเลิกงานไปกับการจมจ่อมที่โซฟาหน้าทีวี กินขนบขบเคี้ยวต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กับเครื่องดื่มรสหวานเช่นน้ำอัดลม หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ ซึ่งจะกลายเป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อโรคเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าหากคนพวกนั้นทำจนเป็นกิจวัตร

"เราควรจะใส่ใจเรื่องระยะเวลาในการที่อยู่หน้าจอทีวีให้มากกว่านี้ และทำกิจกรรมอื่นที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกายบ้าง อย่างเช่น การออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมงให้ได้อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ จะช่วยให้หัวใจแข็งแรงและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ"

แม้จะเป็นผลการสำรวจจากประชากรอเมริกัน แต่เชื่อเถอะว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็มีพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ต่างไปจากชาวอเมริกัน และเราก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าพฤติกรรมเช่นนี้ไม่ดีต่อสุขภาพแน่นอน เพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงการใช้เวลาจมจ่อมกับสิ่งใดนาน ๆ โดยไม่ได้ออกแรง และอย่าลืมแบ่งเวลามาออกกำลังกายกันด้วยนะคะ



ข่าวสารและบทความดีๆจาก : www.kapook.com




อย่าปล่อยให้คอมทำลายสุขภาพ




ผู้คนในสมัยนี้ ในเมื่อมีมากเกินไปก็ต้องมีโทษมากตามมาเช่นกัน สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ก็เป็นไป เช่น ข่าวนักวิจัยชาวอังกฤษได้ทำการศึกษาและพบว่า คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์นั้น

เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียอันตรายมากกว่าโถสุขภัณฑ์ถึง 5 เท่า ทำให้ผู้ใช้ท้องเสียไม่รู้ตัว โรคนี้ตั้งชื่อตามตัวอักษรชุดแรกบนคีย์บอร์ดว่า Qwerty Tummy การ ระบาดของแบคทีเรียก็มักมาจากผู้ใช้รับประทานอาหารไปพร้อมกับการใช้งาน คีย์บอร์ด ถ้าถามว่า ปริมาณเชื้อจะมากขนาดนั้นหรอจากการศึกษาครั้งนี้พบว่า คนทำงาน 1 ใน 10 ไม่เคยทำความสะอาดคีย์บอร์ดและ 20 % ไม่เคยทำความสะอาดเมาส์ ขณะที่ 50% ไม่เคยทำความสะอาดคีย์บอร์ดและเมาส์ภายใน 1 เดือน

หรือการที่เราใช้เวลาอยู่หน้าคอมนานๆเกือบตลอดวัน โรคที่จะถามหา อาทิ ปวดหลัง? ปวด ตาจากโรควุ้นในลูกตาเสื่อม อาการก็คือ คุณจะเห็นคราบดำๆ เหมือนยักไย่ ลอยไปลอยมาเหมือนคราบติดกระจก จะเห็นชัดก็ต่อเมื่อไปมองภาพสว่างๆเช่น ท้องฟ้าขาวๆ ฝาห้องขาวๆ ถ้าอาการหนักถึงขั้น ประสาทตาขาด คุณจะมองเห็นแสงแฟลชเพราะต้องระวังการมองตัวอักษรลอยอยู่ในโฟกัสจอที่ไม่แน่ นอน ที่เลื่อนแบบกระตุกๆ ก้มๆ เงยๆ เมื่อมองแป้นพิมพ์แล้วมองจอคอมกลับไปกลับมา การปรับจอภาพที่สว่างมากเกินไป รวมถึงการใช้จอคอมที่มากเกินไป การมองที่กว้างเกินไปจะทำให้ปวดทั้งคอ ทั้งลูกตา เพราะจอคอมกว้าง

ข้อมูล หนึ่งที่เขาพูดถึงเรื่องบล็อก ว่ากันว่าเขียนบล็อกรักษาโรคได้ สำหรับการเขียนบล็อกมีมาตั้งแต่ปี 2003 และเริ่มแพร่หลายเพราะได้สื่อกับคนที่ชอบเรื่องเดียวกันนั้นเอง แถมทำรายได้ดีกว่างานประจำ รวมทั้งการโปรโมท ?แบบ Blog? Marketing แต่ ใครจะไปรู้ว่าบล็อกก็รักษาสุขภาพได้ อาจจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่จริงๆแล้ว ดร.เจมส์ เพนเนเบเกอร์ นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยรัฐเท็กซัส ได้ค้นพบผลดีของการเขียนบล็อก โดยเฉพาะเกี่ยวกับการเขียนเรื่องประสบการณ์ส่วนตัวหรือความรู้สึกนึกคิดของ ตัวเอง ประมาณคล้ายๆการเขียนไดอารี่ เพราะนอกจากจะช่วยลดความเคลียดแล้วเขายังบอกว่า การเขียนบล็อกยังดีต่อสุขภาพของเราอีกด้วยทั้งช่วยให้ความจำดีขึ้น หลับสบายสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยรักษาแผลหลังการผ่าตัดให้หายเร็วขึ้น

ทีเด็ดของการเขียนบล็อกก็คือลดจำนวนการแพร่ระบาดของโรคเอดส์เพราะว่าในโลก ปัจจุบันมีสื่อลามกในอินเตอร์มากเลย ใช้เวลาอยู่หน้าคอมกระเจิงหน้าคอมไม่ออกไปมั่วกับใครนั้นเอง

 


ข่าวสารและบทความดีๆจาก : http://www.yam4teen.com



ใส่ใจวัยใสอิทธิพลของสื่อต่อวัยรุ่น




พ . ญ . นันทิยา จีระทรัพย์ (จิตแพทย์)

วัยรุ่นเป็นวัยที่เริ่มสนใจ ศึกษา ค้นหา ทดลองสิ่งใหม่ ที่ตนพอใจไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศตรงข้าม , แฟชั่นต่างๆ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ถ้าวัยรุ่นได้รับการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมที่ยั่วยุก็จะมีแนวโน้มที่จะสนองตอบต่อความต้องการของตนได้ง่าย และเกิดพฤติกรรมเลียนแบบต่างๆ ตามค่านิยมของสังคม ปัจจุบันว่ามีภัยที่เกิดขึ้นจากสื่อและเทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้น วัยรุ่นหลายๆ คนเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะเรื่องเกมส์ออนไลน์การแต่งกายตามแฟชั่นที่ล่อแหลม , การติดตอเพศตรงข้ามผ่านอินเตอร์เน็ต หรือสาวๆหลายคนกลายเป็นสินค้าหน้าจอโดยไม่รู้ตัว

ธุรกิจอื่นๆ อาจจะซบเซาไปถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ แต่นับว่ากลับยิ่งเฟื่องฟูและมีกำลังซื้อมากเป็นอันดับต้นๆ วัยรุ่นปัจจุบันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับสิ่งยั่วยุทั้งหลายผ่านสื่อต่างๆ ทุกรูปแบบและปัจจุบันหลายๆ ครอบครัวพ่อแม่ทำงานหนักเพื่อให้ฐานะมั่นคงมีเงินซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้ลูกเพื่อให้ลูกมีความสุข ทำให้เวลาที่อยู่กับลูกน้อยลงหรือแทบจะไม่มีโดยลืมไปว่าการให้แต่วัตถุก็เปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้ที่ให้แต่น้ำกับปุ๋ยเท่านั้นถ้าไม่มีการพรวนดินแต่งกิ่งใบ บังแดดให้ได้รับเสียงที่เหมาะสมกับชนิดของต้นไม้นั้นๆ ต้นไม้ก็จะไม่เจริญงอกงามหรือบางต้นเติบโตได้แต่ใบหงิกงอ ถูกแมลง , เพลี้ยกิน กิ่งก้านไประรานต้นอื่น ซึ่งก็เหมือนกับเด็กที่ขาดการให้ความอบอุ่นและการอบรมบ่มนิสัยให้รู้ถูกผิดก็มักจะรับเอาค่านิยมผิดๆ เข้ามาและเกิดปัญหาพฤติกรรมต่างๆ ตามมาปัญหาพฤติกรรมทางเพศในวัยรุ่นเป็นที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ซึ่งสื่อได้นำเสนอตัวอย่างออกมามากมายทั้งที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมปนเปกันไป ยิ่งกระแสสังคมปัจจุบันที่ถือว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องเสรี หญิงชายไปไหนมาไหนตามลำพัง หรือถูกเนื้อต้องตัวกันเป็นเรื่องธรรมดาแต่วัยรุ่นเองลืมไปว่าถ้าได้รับการกระตุ้นที่ยั่วยุก็จะมีการสนองตอบต่ออารมณ์ทางเพศได้ง่าย ถ้าสองฝ่ายต่างมีวุฒิภาวะไม่พร้อมย่อมก่อให้เกิดปัญหาตามมา ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์การตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน การติดเชื่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน ตามมาด้วนปัญหาการทำแท้ง และอาจมีอันตรายถึงชีวิต

ดังนั้นพ่อแม่เองแม้ไม่สามารถควบคุมสื่อได้ แต่สามารถที่จะสอนลูกๆ ได้ โดยเริ่มตั้งแต่การที่เริ่มเป็นพ่อแม่ต้องหาความรู้เรื่องพัฒนาการเด็กแต่ละวัย ให้รู้จักอารมณ์ของลูกและเริ่มสอนตั้งแต่เด็กๆ ให้รู้จักควบคุมตัวเอง โดยปล่อยให้มีอิสระทำสิ่งที่ควรทำตามวัยและรู้จักห้ามเมื่อทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสม ด้วยเทคนิคการสอนที่เหมาะสมด้วย รู้จักและยอมรับอารมณ์ของลูกและฝึกให้แสดงออกเหมาะสมยอมรับสิ่งที่ลูกทำผิดพลาด และแสดงความชื่นชมเขาเมื่อเขาทำดี ซึ่งสิ่งเหลานี้จะเป็นหนทางสู่สัมพันธ์ภาพที่ดีต่อกันในครอบครัว และเกิดความไว้วางใจกัน ลูกจะเติบโตเป็นวัยรุ่นที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่ดี รู้จักคิดว่าอะไรถูกผิดควรไม่ควร ดังนั้นแม้จะต้องเผชิญกับสื่อหรือสิ่งที่ยั่วยุต่างๆ เขาก็จะรู้จักวิเคราะห์หรือถ้ามีปัญหา ไม่รู้ไม่แน่ใจเขาก็จะกล้าที่จะนำมาปรึกษาพ่อแม่ที่เขาไว้วางใจ มั่นใจว่าคุยกับเขาได้อย่างไม่อึดอัด และเรื่องเพศก็จะเป็นเรื่องที่สามารถพูดคุยได้อย่างไม่อึดอัดใจอีกต่อไป และเมื่อสื่อที่ขาดจรรยาบรรณจะยังไม่แก้ไขการนำเสนอแต่ลูกๆ วัยรุ่นของคุณพ่อแม่ก็จะเติบโตเป็นคนที่มีวุฒิภาวะที่ดีได้



ข่าวสารและบทความดีๆจาก : http://www.jvkk.go.th/jvkkfirst/story/health/46.htm 



กลูตาไทโอนที่ใช้ทำให้ผิวขาว... เป็นสารอันตรายหรือไม่?




กลูตาไทโอน (glutathione) เป็น tripeptides ของกรดอะมิโน 3 ตัว คือ ซิสทีน (cysteine) กรดกลูตามิก (glutamic acid) และไกลซีน (glycine) ปกติร่างกายสามารถผลิตได้เองตามธรรมชาติ และยังได้จากอาหารหลายอย่าง เช่น โปรตีน นม ไข่ ผลอะโวคาโด สตรอเบอร์รี มะเขือเทศ ผักบรอกโคลี ส้มเกรปฟรุต และผักโขม

หน้าที่หลักของกลูตาไทโอนมีอยู่ 3 ประการคือ ต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย และขจัดสารพิษ

กลูตาไทโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยในแง่ชะลอความเสื่อมของร่างกาย เพราะอนุมูลอิสระจะวิ่งสะเปะสะปะไปชนเซลล์ต่าง ๆ ทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสื่อมสภาพ มีผลในแง่เสริมภูมิต้านทานและยังช่วยให้ตับขจัดสารพิษออกจากร่างกาย

กำลังมีงานวิจัยที่จะนำสารกลูตาไทโอนตัวนี้มารักษาโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ข้ออักเสบ โรคพาร์กินสัน (ที่มีอาการมือสั่น ควบคุมการทรงตัวลำบาก) โรคตับ โรคไต โรคเอดส์ ภาวะเป็นหมันในเพศชาย และภาวะหูตึงจากเสียงดัง

ยังไม่แนะนำให้สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรรับสารตัวนี้โดยไม่ปรึกษาแพทย์

สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลว่า ปัญหาของกลูตาไทโอนที่ควรระวังคือ การฉีดยาตัวนี้เข้าหลอดเลือดดำมีโอกาสแพ้ได้ มีรายงานในต่างประเทศว่าผู้ที่ได้รับการฉีดกลูตาไทโอนขนาดสูงที่ใช้กันอยู่ มีอาการช็อก ความดันต่ำ หายใจไม่ออก จนถึงขั้นเสียชีวิต และการฉีดนั้นมักให้วิตามินซีในขนาดสูงร่วมด้วย ซึ่งการฉีดวิตามินซีขนาดที่สูงและเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดอาการมึนศีรษะคล้าย จะเป็นลมได้

พบว่าการได้รับสารกลูตาไทโอนเป็นเวลานาน ๆ ทำให้เม็ดสีที่จอตาลดลงเสี่ยงต่อการมองเห็นได้ในอนาคต จึงจัดว่าเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางตา และการใช้สารกลูตาไทโอนในผู้ป่วยมะเร็งทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาทางเคมีลดลง



ข่าวสารและบทความดีๆจาก : หมอชาวบ้าน




เคล็ดลับน่ารู้ เลือกสีผมจากสีผิว
หลายครั้งที่การทำสีผมสีที่ชอบหรือที่ กำลังนิยมอาจไม่เหมาะกับคุณ ลองนำเทคนิคการเลือกสีผมจากสีผิวไปใช้ รับรองว่าจะได้สีผมที่ทั้งสวยและเสริมใบหน้าให้ดูเปล่งปลั่งยิ่งขึ้น

ผิวขาวอมชมพู สาวผิวสีนี้ดูมีสุขภาพดี สีผมที่เหมาะกับคุณคือ เฉดสีบลอนด์ ควรเลือกสีบลอนด์ประกายหม่น หรือโทนน้ำตาลทอง และทองแดงประกายน้ำตาล แล้วเสริมด้วยการทำไฮไลต์โทนอ่อนกว่าหนึ่งระดับเพื่อช่วยให้ผิวดูไม่ซีดเกิน ไป

ผิวขาวอมเหลือง สีผิวนี้ทำให้ใบหน้าดูซีดเซียวหรือเหนื่อยล้าไม่สดใส จึงควรเลือกทำสีผมโทนสีแดง เช่น ประกายม่วงเหลือบแดง น้ำตาลแดงประกายม่วง หรือแดงเข้มประกายแดง

ผิวสองสีหรือสีน้ำผึ้ง เหมาะกับผมโทนสีทอง เช่น สีส้ม น้ำตาลทองเคลือบประกายทอง สีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงสีเนื้อ หรือทำไฮไลต์สีน้ำตาลอ่อนไล่ระดับ เพื่อช่วยให้ใบหน้าดูสว่างขึ้น

ผิวสีแทน ผิวคล้ำหรือผิวสีเข้ม เหมาะกับผมสีน้ำตาลแก่ น้ำตาลช็อกโกแลต สีมอคค่า และควรเพิ่มประกายทองแดง หรือเพิ่มมิติด้วยไฮไลต์ไล่ระดับ เพื่อขับให้สีผิวไม่ดูคล้ำจนเกินไป
ข่าวสารและบทความดีๆจาก : ผู้หญิง

มังคุดทำลายเซลล์มะเร็ง




สตรีนักวิทย์ศึกษาสารสกัดจากเปลือกมังคุด พบฤทธิ์จู่โจมเฉพาะเซลล์มะเร็งในร่างกาย โดยไม่สร้างความเสียหายให้เซลล์ดีที่อยู่รายรอบ มั่นใจงานวิจัยสามารถพัฒนาเป็นยามะเร็งประสิทธิภาพสูงในอนาคต

รศ.ดร.รมิดา วัฒนโภคาสิน ภาควิชาเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เปิดเผยว่า ใช้เวลากว่า 2 ปีศึกษาฤทธิ์ต้านมะเร็งจากสมุนไพร หลังจากเชื่อว่าสมุนไพรบางชนิด อาทิ มังคุด ขมิ้นชัน ใบพุทรา สามารถต้านเซลล์มะเร็ง ทั้งนี้ ผลจากการทดสอบพบว่า สารสกัดจากเปลือกมังคุดสามารถจัดการกับเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี แม้จะใช้เพียงเล็กน้อยเพียง 4 มิลลิกรัมก็ตาม

สารสกัดจากเปลือกมังคุดที่นำมาใช้ในการศึกษานี้ ได้รับการสนับสนุนจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยการทดสอบพบว่า สารสกัดในปริมาณ 4 มิลลิกรัมดังกล่าว สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้กว่า 50% ของเซลล์มะเร็งทั้งหมด และจากการขยายผลนำสารสกัดไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งอื่น ก็พบว่าสามารถออกฤทธิ์ดีในการทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้และเซลล์มะเร็งตับ

นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้ศึกษาเทคนิคการรักษามะเร็งด้วยยีนบำบัด โดยนำสารสกัดจากมังคุดใส่ในเม็ดบีดขนาดจิ๋วระดับนาโน จากนั้นอาศัยไวรัสที่ถูกทำให้อ่อนตัวและไม่เป็นอันตราย เป็นตัวนำเม็ดบีดนั้นเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ซึ่งวิธีดังกล่าวสามารถที่จะประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคทางพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมีย หรือโรคเลือดจาง ส่วนสารสกัดจากสมุนไพรขมิ้นชันและใบพุทรา ยังอยู่ระหว่างการศึกษา

ทั้งนี้ จากผลงานการศึกษาเกี่ยวกับสารสกัดจากสมุนไพร กับการทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ในการผลิตเป็นยามะเร็งประสิทธิภาพสูงต่อไปในอนาคต จึงส่งผลให้ รศ.ดร.รมิดา วัฒนโภคาสิน ผ่านการพิจารณาคัดเลือกให้ได้รับรางวัลสตรีนักวิทยาศาสตร์ ประจำปี 2547 จากลอรีอัล โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัย 1.5 แสนบาท



ข่าวสารและบทความดีๆจาก : สถาบันการแพทย์แผนไทย

ไปวัดถวายเทียนพรรษากัน


กีฬาสี สู้ๆ




กิจกรรมสร้างสรรค์ดอกไม้ด้วยกระดาษเหลือใช้


ไปทัศนศึกษาที่กระบี่



สนุกสนานกันวันปีใหม่


เข้าวัดอบรมพุทธบุตร